ข้อควรระวังของการปรุงอาหารปั่นผสม อาหารสายยาง อาหารปั่นผสม เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ ที่ต้องใช้ให้สำหรับป่วยทางสายยางให้อาหารเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและเป็นการช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดสารอาหารในผู้ป่วย อาหารปั่นผสมที่ให้ทางสายยางให้อาหาร จะต้องเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน คือมีสารอาหารเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายผู้ป่วยและต้องมีความเหมาะสมกับโรคของผู้ป่วย รวมไปถึงอาหารต้องมีความเหลวที่พอเหมาะ ไม่เข้มข้นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการติดขัดทางสายยางให้อาหาร

โดยกลุ่มอาหารหลักในอาหารปั่นผสมจะประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันอย่างเหมาะสม การให้อาหารทางสายยางแก่ผู้ป่วยควรจะแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประทานอาหารที่ถี่ขึ้น ซึ่งในแต่ละมื้อไม่ควรมากจนเกินไป แต่ส่วนใหญ่นักโภชนาการจะเป็นผู้กำหนดว่าผู้ป่วยควรได้รับสารอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณเท่าใด เพื่อให้เป็นไปตามหลักของนักโภชนาการที่ได้ทำการกำหนดไว้อย่างถูกต้อง โดยส่งยใหญ่คนทั่วไปจะรับประทานอาหาร 3 มื้อ คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น แต่ในกรณีของผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้หรือผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยางควรแบ่งเป็น 4 มื้อ เพื่อให้ร่างกายและระบบทางเดินอาหารทำงานไม่หนักจนเกินไป นอกจากนี้อาหารปั่นผสมจะต้องมีการดูแลทุกขั้นตอนการปรุงอาหารเพื่อให้ได้อาหารที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วยเพราะการให้อาหารทางสายยางผู้ป่วยอาจจะได้รับภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายจึงต้องมีวิธีการขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักทางการแพทย์

สำหรับใครที่ต้องการปรุงอาหารปั่นผสม ให้สำหรับผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นที่บ้านหรือผู้ป่วยที่ติดเตียงก็สามารถทำได้ แต่ควรทราบข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การเตรียมอุปกรณ์ รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณอาหารที่จะให้กับผู้ป่วย วัตถุดิบต่าง ๆที่เหมาะสมกับผู้ป่วย รวมไปถึงสัดส่วนของสารอาหารที่ผู้ป่วยควรจะได้รับเพื่อให้ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะให้อาหารทางสายยาง เนื่องจากขั้นตอนการให้อาหารทางสายยางแก่ผู้ป่วยนั้นมีวิธีการอย่างละเอียด รวมไปถึงยังมีข้อจำกัดต่าง ๆที่ผู้ดูแลจะต้องทราบเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงข้อควรระวังในการปรุงอาหารปั่นผสมให้กับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ว่าผู้ดูแลจะต้องระมัดระวังเรื่องใดบ้าง สำหรับข้อควรระวังในการปรุงอาหารปั่นผสม ข้อแรกเลยคือผู้ดูแลหรือผู้ที่ปรุงอาหารจะต้องรักษาความสะอาด รวมไปถึงวัตถุดิบต่าง ๆ ที่จะนำมาปรุงอาหาร โดยผู้ดูแลจะต้องล้างมือก่อนการปรุงอาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนที่อาจจะตกลงไปในอาหารได้ ทำให้อาหารไม่สะอาดเมื่อผู้ป่วยได้รับอาหารเข้าไปจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น อาการท้องเสียหรืออาเจียน ต่อมาคือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารปั่นผสม จะต้องมีความสะอาด ปลอดภัย มีความสดใหม่ ปราศจากเคมีต่าง ๆ ถึงแม้ว่าขั้นตอนการทำอาหารปั่นผสมจะต้องนำวัตถุดิบต่าง ๆไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรค แต่อย่างไรก็ตามวัตถุดิบควรมีความสะอาดมากที่สุด นอกจากนี้การออกแบบสูตรอาหารต่าง ๆ สำหรับการปรุงอาหารปั่นผสมจะต้องถูกออกแบบโดยนักโภชนาการที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของอาหารสำหรับผู้ป่วย เพื่อที่จะได้ทำการกำหนดปริมาณของสารอาหารที่ผู้ป่วยควรจะได้รับในแต่ละวัน ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่ควรปรุงอาหารปั่นผสมเองโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอหรืออาจทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่มากจนเกินไป อาจจะทำให้เกิดอันตรายหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆตามมา ดังนั้นในเรื่องของปริมาณอาหารปั่นผสมที่จะนำไปให้ผู้ป่วยจึงต้องมีความสำคัญผู้ดูแลจะต้องคำนึงให้มากเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม อาหารปั่นผสม นอกจากจะต้องมีความสะอาดตั้งแต่ขั้นตอนการปรุงแล้ว ยังต้องมีปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายผู้ป่วยแล้ว วัตถุดิบต่าง ๆที่จะนำให้ป่วยจะต้องถูกกับโรค เนื่องจากผู้ป่วยบางโรคจะต้องงดรับประทานอาหารบางชนิดเพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้อาการป่วยแย่ลงหรือกำเริบขึ้นมาได้ นอกจากนี้การปรุงอาหารปั่นผสมจะต้องคำนึงถึงความเข้มข้นของอาหาร เพราะถ้าหากอาหารปั่นผสมมีความหนืดที่มากจนเกินไป อาจจะทำให้อาหารปั่นผสมติดขัดอยู่ภายในสายยางให้อาหาร ขณะให้อาหารได้และจะทำให้ผู้ป่วยเกิดการสำลักอาหาร ดังนั้นทุกขั้นตอนในการปรุงอาหารปั่นผสม จะต้องคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการให้อาหารแก่ผู้ป่วยด้วย